Wisdom of Crowds – หนึ่งคนรู้ ไม่เท่าทุกคนรู้
เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วผมบินกลับเมืองไทย ไปร่วมงาน Web 2.0 กับทางบริษัทไทยเวนเจอร์และมหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในวิทยากรที่ผมสนใจก็คือคุณพิสิษฐ์หนึ่งในทีมงาน admin จาก วิกิพีเดียไทย คุณพิสิษฐ์พูดถึงเป้าหมายของวิกิพีเดียไทย ซึ่งผมคิดว่าก็คล้ายกับที่ จิมมี่ เวลส์ ผู้ก่อตั้งวิกิพีเดียได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ไว้ และในประเทศไทยตอนนี้มีคนไทยร่วมกันสร้างวิกิพีเดียตอนนี้มีบทความมากกว่า 25,000 บทความเข้าไปแล้ว ผมถือว่าวิกิพีเดียไทยเป็นคลังปัญญาที่เกิดขึ้นจากใจของคนไทยที่มารวมตัวกันเพื่อเป้าหมายทางปัญญาอย่างแท้จริง
พอกลับมาจากเมืองไทย ขณะเดินผ่านร้านหนังสือในสนามบินก็ไปเจอหนังสือชื่อ “The Wisdom of Crowds: Why the Many Are Smarter than the Few and How Collective Wisdom Shapes Business, Economics and Societies and Nations” เขียนโดย James Surowiecki ผมสารภาพเลยว่ายังไม่ได้อ่านละเอียด แต่พอรู้คร่าวๆ ว่าหนังสือเล่มนี้พยายามอธิบายว่า คนกลุ่มใหญ่จะมีความฉลาดโดยรวมแล้วมากกว่าคนฉลาดจริงๆ ที่อยู่ในกลุ่มเพียงไม่กี่คน ซึ่งความฉลาดนี้วัดได้จากความสามารถในการแก้ไขปัญหา, การพัฒนานวัตกรรมต่างๆ, การตัดสินใจที่ชาญฉลาด หรือแม้แต่การทำนายอนาคต ซึ่งมันเข้าแก๊บกันกับวิกิพีเดียและ Yahoo! รู้รอบมากทีเดียว
ผมกลับบ้านมาเสิร์ชหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอบทความของคุณธวัชชัย อนุพงศ์อนันต์ จากคอลัมน์บลูมส์เบอร์รี่กรุ๊ปในนิตยสาร Corporate ที่พูดถึงหนั่งสือเล่มนี้ไว้พอดี ก็ขอยกเอามาประกอบบทความตรงนี้นะครับ
คุณธวัชชัยเล่าว่า [เริ่มการอ้างอิง] ในหนังสือได้ยกตัวอย่างกรณีของ ฟรานซิส กัลตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งได้เดินทางไปงานแสดงประจำปี ของสัตว์เลี้ยง ประเภทสัตว์ปีก (ไก่, เป็ด, นก) และสัตว์สี่เท้า อย่างวัว, ควาย, แพะ, แกะ ในเมืองพลีมัธทางตะวันตก ของประเทศอังกฤษ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1906 ในงานนี้ เกษตรกรและชาวบ้านในท้องถิ่น จะมารวมตัวกัน เพื่อแสดงความคิดเห็น (วิพากษ์วิจารณ์) ต่อสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นวัว, ควาย, แกะ, ไก่, ม้า และ หมู ของแต่ละคน
ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ กัลตัน เฝ้าคิดคำนึงถึงแต่เพียงสองเรื่องหลัก ได้แก่ การวัดคุณภาพทางด้านร่างกายและจิตใจ และ เรื่องสายพันธุ์
การสืบสายพันธุ์สำคัญ สำหรับกัลตันเพราะเขาเชื่อว่า มีคนเพียงไม่กี่คนที่มีคุณลักษณะ ที่จำเป็นต่อการช่วยให้สังคมดี และเข้มแข็งได้หรือมีอิทธิพลต่อสังคม ซึ่งเขาก็ใช้เวลาเกือบชั่วชีวิต ในการวัดคุณลักษณะเหล่านี้ เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าคนส่วนใหญ่ ไม่มีคุณสมบัติดังว่านี้
ในงานเกษตรกรรม ของพลีมัธนั้น กัลตันเดินเที่ยวงานจนกระทั่งไปพบกับ ซุ้มหนึ่งซึ่งจัดแข่งขันทายน้ำหนัก โดยจะมีการคัดเลือกแพะตัวอ้วน ๆ ขึ้นมาสักตัวหนึ่งแล้วนำขึ้นมาให้ผู้เข้าชม ทายน้ำหนักของมัน ในการทายน้ำหนักนั้น ผู้ชมจะต้องวางเงินเดิมพันน้ำหนักของแพะตัวนั้น โดยซื้อตั๋วซึ่งผู้ทายจะต้องใส่ชื่อ, ที่อยู่ และน้ำหนักที่ทาย ใครทายได้ ใกล้เคียงที่สุดก็จะได้รางวัลใหญ่ไป
มีคนเกือบ 800 คนร่วมทายน้ำหนักแพะตัวนี้ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนขายเนื้อและเกษตรกร ซึ่งแน่นอนว่า พวกเขาดูน่าจะเป็นกลุ่มที่เชี่ยวชาญ เรื่องการกะน้ำหนักของสัตว์เหล่านี้ แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ร่วมทายน้ำหนัก และพวกเขาแทบจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ สัตว์ประเภทนี้เลย นอกจากในฐานะผู้บริโภคเท่านั้น นั่นหมายความว่า มีผู้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมการทายน้ำหนักด้วยซึ่งเหมือนกับกรณีนักแทงม้า ที่เข้าไปทายผลการแข่งม้าโดยอาศัยหนังสือแทงม้า, คำแนะนำของเพื่อน และความชอบส่วนตัวในการเล่น
ซึ่งกรณีการทายน้ำหนักแพะนี้ ถือว่าสามารถช่วยในการพิสูจน์ทฤษฎีของกัลตันได้มาก เพราะเขาเชื่อว่า ความสามารถของคน โดยเฉลี่ยจะต่ำ ซึ่งภายหลังการแข่งขันจบลง กัลตันได้ขอยืมตั๋วทายน้ำหนักทั้งหมด จากเจ้าหน้าที่จัดงาน และนำไปใช้ ในการวิเคราะห์ทางสถิติ โดยเขานำผลการทายทั้งหมดจำนวน 787 คนมาจัดเรียงตามลำดับจากสูงที่สุดไปต่ำสุด จากนั้นนำไปพล็อตกราฟ นอกจากนี้ เขายังนำผลการทายทั้งหมดมาคำนวณหาค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็น ความสามารถ หรือความฉลาด ของประชาชนชาวพลีมัธ (ที่ไปร่วมการทายน้ำหนักแพะ) นั่นคือ ถ้าถือว่ากลุ่มคนทั้งหมดนี้เป็นคนคนหนึ่ง ค่าเฉลี่ยนี้สามารถแสดงถึง ความสามารถในการทายน้ำหนักแพะของคนคนนั้นนั่นเอง
เดิมกัลตันเชื่อว่า ค่าเฉลี่ยของการทายน้ำหนัก น่าจะเบี่ยงออกจากน้ำหนักจริงค่อนข้างมาก เพราะ ค่าเฉลี่ยนี้เกิดจากการผสมผสาน ของคนที่เก่งและฉลาดมาก ๆ สองสามคนเข้ากับกลุ่มคนที่ไม่เก่งนักแต่ค่อนข้างดี, รวมกับคนที่ค่อนข้างโง่จำนวนมาก นั่นย่อมจะทำให้ค่าเฉลี่ยการทายแย่ไปด้วย แต่ปรากฏว่า เขาคิดผิด เพราะน้ำหนักแพะเท่ากับ 1,198 ปอนด์ในขณะที่ค่าเฉลี่ย ของการทายเท่ากับ 1,197 ปอนด์ ซึ่งต่างกันเพียงปอนด์เดียว
ซึ่งกัลตันสรุปไว้ภายหลังในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ว่า บางทีเรื่องสายพันธุ์อาจจะไม่มีความสำคัญมากนัก แต่ควรจะเชื่อมั่น ในการตัดสินแบบประชาธิปไตยมากกว่า
ในขณะที่ James Surowiecki สรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม กลุ่มจะมีความฉลาดอย่างเด่นชัด และบ่อยครั้ง ที่จะฉลาดกว่าคนที่ฉลาดที่สุดในกลุ่มของพวกเขา กลุ่มโดยรวมไม่จำเป็นต้องถูกบดบังโดยคนที่ฉลาดสุด ๆ เพื่อที่จะทำให้กลุ่มฉลาด ได้ ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มจะไม่ใช่คนที่รู้มากหรือมีเหตุมีผล แต่พวกเขาทั้งหมดก็ยังสามารถมีการตัดสินใจโดยรวมที่ถูกต้อง (อย่างชาญฉลาด) ได้
ในทางเศรษฐศาสตร์ เฮอร์เบิร์ต ไซมอน เรียกมนุษย์ซึ่งไม่ใช่คนที่มีการตัดสินใจที่สมบูรณ์ว่าเป็น “boundedly rational” ซึ่งอธิบายว่า ในการตัดสินใจใดๆ มนุษย์มีข้อมูลน้อยกว่าที่เราต้องการ ทำให้เรามีข้อจำกัดในการคาดการณ์อนาคต ทำให้ในการคำนวณผลได้ผลเสีย อย่างมีประสิทธิภาพไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราจะเลือกหนทางที่ดูดีที่สุด และเรามักจะเอาอารมณ์ มามีผลต่อการตัดสินใจใดๆ ด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่ไม่สมบูรณ์นั้น เมื่อนำมารวมกันอย่างเหมาะสม ความฉลาดโดยรวมก็จะ กลายเป็นความปราดเปรื่อง ได้ ซึ่ง James Surowiecki เรียกว่าเป็น “wisdom of crowds” [จบการอ้างอิง]
สิ่งที่ผมต้องการจะบอกตรงนี้ก็คือ “wisdom of crowds” เป็นสิ่งที่น่าสนใจตรงที่มันเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างจะพลิกความคาดหมายในเรื่องภูมิปัญญาของคนเราอย่างคาดไม่ถึง เราเคยเชื่อว่าความฉลาดและความเก่งกาจของคนจะมาจากความเป็นอัจฉริยะส่วนบุคคล แต่ท่ามกลางความร่วมมือบนโลกออนไลน์ที่สุดแสนจะบรรยายได้นี้ อินเทอร์เน็ตได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งสังคมแห่งความรู้ที่แท้จริง “wisdom of crowds” ที่น่าจะหมายถึงปัญญาจากฝูงชน อาจจะนำมาพูดกันได้ง่ายๆ ว่า หนึ่งคนรู้ ไม่เท่าทุกคนรู้ เพราะว่า ทุกคนต่างมีเรื่องที่ตัวเองรู้และถนัดกันคนละอย่าง ไม่เหมือนกัน แต่การที่เรารู้แล้วเราไม่แชร์เลย สังคมแห่งความรู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นคงแทบเป็นไปไม่ไดู้้
ดังนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมแห่งความรู้บนโลกออนไลน์กับ Yahoo! รู้รอบเถอะครับ การตั้งคำถามและตอบคำถามของคุณที่นี่จะช่วยในการสร้างสรรค์สังคมแห่งความรู้ี้ ด้วยการที่ึคนทั่วไปจะมีโอกาสเข้ามาเสิร์ชเจอคำถามและคำตอบดีๆ ของคุณบนอินเทอร์เน็ตเถอะครับ ในโลกนี้ยังมีความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องความรู้อีกมากมาย
แชร์ความรู้ของคุณกับเราวันนี้นะครับเพราะหนึ่งคนรู้ ไม่เท่าทุกคนรู้จริงๆ ครับ
ปิงปอง – ทีมงาน Yahoo! รู้รอบ

เสียดายจังเลย ไม่ได้ไปร่วมงาน