“ดังตฤณ” เลือกคำตอบที่ดีที่สุด พร้อมเหตุผลมาแล้ว อ่านได้ที่นี่เลยครับ
สวัสดีครับสมาชิก Yahoo! รู้รอบทุกคน
ในที่สุดคำถามของแขกรับเชิญของเรา “ดังตฤณ” หรือคุณศรัณย์ ไมตรีเวช เจ้าของหนังสือ “เสียดาย…คนตายไม่ได้อ่าน” ผู้สร้างปรากฏการณ์ Bestselling ให้กับหนังสือแนวธรรมะ ก็เลือกคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว นั่นคือคำตอบของคุณ ksimplify พร้อมกล่าวถึงคำตอบดีๆ ของคุณ Jetboat คุณ maytha k คุณ Manoch P คุณ tortuga คุณ kusuma โดยเหตุผลที่คุณดังตฤณให้มานั้น ได้นำไปเป็นบทบรรณาธิการในเว็บไซต์ธรรมะใกล้ตัว ด้วยนะครับ ผมเลยขอวิสาสะคัดลอกมาให้อ่านกันอีกทีตรงนี้ แต่อย่างไรก็ขอแนะนำให้สมาชิกรู้รอบทุกท่านไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณดังตฤณได้นะครับ ที่ http://www.dungtrin.com หรือ follow Twitter ได้ที่ http://www.twitter.com/dungtrin
คำถามนี้ทางทีมงานปลื้มใจมากครับ มีผู้ร่วมตอบทั้งหมด 106 คน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่เราก่อตั้ง Yahoo! รู้รอบมาแล้วมีคนสนใจตอบคำถามมากเกิน 100 คำตอบ ทำให้คุณดังตฤณกลายเป็นเจ้าของคำถามที่มีคนตอบกันมากที่สุด (ดูลำดับคำถามที่มีคนตอบมาที่สุดตรงนี้เลย) บอกกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าคำถามเชิงปรัชญาหนักๆ ของคุณดังตฤณจะได้รับความสนใจมากขนาดนี้ เพราะมันตอบได้ยาก แต่เราก็อยากจะนำเสนอ เพราะมันมีประโยชน์ และประเทืองปัญญาของเรา ที่สำคัญสมาชิกทุกท่านก็ให้ความสนใจและติดดาวให้ถึง 28 ดาว
ผมในนามของสมาชิกรู้รอบและทีมงาน ต้องขอขอบพระคุณคุณดังตฤณ และทีมงานของคุณดังตฤณสำหรับความเอื้อเฟื้อครั้งนี้ครับ
ว่าแล้วก็ขอเชิญอ่านเหตุผลว่าทำไมคุณดังตฤณถึงเลือกคำตอบของคุณ ksimplify นะครับ ผมคัดลอกไว้ด้านล่างนี้แล้ว อาจจะยาวหน่อยนะครับ ผมไม่อยากปรับย่อหน้าเพราะอยากคงวิธีการจัดย่อหน้าของคุณดังตฤณไว้ให้มากที่สุด ถ้าสนใจเพิ่มเติมก็ไปอ่านได้ที่ http://www.dharmamag.com/
- – - – - – - – - -
จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว – ฉบับที่ ๘๗
ตามที่ได้แจ้งไว้ตั้งแต่เมื่อสามฉบับก่อน
ว่าผมตั้งคำถามไว้ที่ Yahoo! รู้รอบ
เพื่อให้คุณๆที่สนใจไปให้คำตอบ
ซึ่งสำหรับคำถามของผมจะไม่เน้นใช้ความรู้
แล้วก็ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุด
เพียงอยากให้ทุกท่านแบ่งปันประสบการณ์
หรือช่วยกันให้คำแนะนำตามมุมมอง
ว่าถ้าจะตรวจสอบตนเองในสถานการณ์หนึ่งๆ
ต้องทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่าเรากำลังใช้อารมณ์
หรือว่าใช้เหตุผลนำหน้ากันแน่
คำตอบที่ได้มาทั้งหมดอยู่ที่นี่ครับ
ขณะเขียน จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว อยู่นี้
มีคำตอบอยู่ที่ ๑๐๒
คนเราเอาอารมณ์ชอบชังขึ้นหน้า
แล้วค่อยใช้เหตุผลมาสนับสนุน
เหตุผลอันเป็นฝักฝ่ายสติปัญญา
จึงเป็นรองอารมณ์อันเป็นฝักฝ่ายความโง่เขลา
ความเดือดร้อนวุ่นวายจึงมักมีให้เห็นมากกว่าความสงบสุข
หลักง่ายๆคือถ้ารับใช้อารมณ์ครั้งหนึ่ง
เราจะค่อยๆเขยิบเข้าสู่ความเป็นทาสของอารมณ์ไปก้าวหนึ่ง
เช่น ทุ่มเถียงกับคนโง่ ทั้งรู้อยู่ว่าเขาพูดโง่ๆตามอารมณ์
ก็คือยอมเข้าไปมีส่วนเป็นคนโง่ทางอารมณ์ เหมือนติดเชื้อโรค
จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเสียจิตให้กับความโง่แค่ไหน
ผมจะไม่แกล้งพูดชมคำตอบของพวกคุณ “ดีหมด”
แต่ขอบอกตามตรงว่าหลังจากอ่านทุกคำตอบแล้ว
ผมได้คำตอบดีๆรวมกัน “ครบทั้งหมด”
พูดง่ายๆคือถ้าใครอ่านคำตอบทั้งหมดเหมือนผม
ก็จะได้รับคุณค่าจากคำตอบโดยรวม
ไม่ใช่เอาคำตอบใดคำตอบหนึ่งเป็นหลักยึดโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องเลือกคำตอบดีที่สุด
ในที่นี้ขอชี้แจงว่าจากมุมมองของผม
คำตอบที่ดีที่สุดไม่มี มีแต่ที่ประทับใจที่สุด
ทำให้ผมเกิดความรู้สึกชอบใจที่สุด
ด้วยเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินส่วนตัวดังนี้
๑) ทำให้ผมรู้สึกว่าเห็นด้วยเต็มที่ หรืออย่างน้อยก็คล้อยตามทันที
๒) ยกระดับมุมมองของผมได้ หรือถ้าเปลี่ยนใจผมได้ยิ่งเด็ด
๓) ภาษามีพลังสื่อสาร หรืออย่างน้อยต้องมีหนึ่งคำคมโดนใจให้จดจำ
ด้วยเกณฑ์ที่ใชัตัดสินเป็นการส่วนตัวข้างต้น
ผม “ชอบ” และ “ประทับใจ” คำตอบของคุณ ksimplify ที่สุด
โดยคุณ ksimplify กล่าวไว้สั้นๆว่า
อารมณ์ เป็น Wave
ความรู้สึก เป็น Trend
เหตุผล เป็น Fundamental
ผมชอบอะไรแบบนี้
ดูเผินๆเหมือนนี่ไม่ใช่คำตอบ
แต่กลับทำให้ผมขบคิด แล้วรู้สึกว่ามันนำไปสู่คำตอบ
เพราะเมื่อ “เห็นภาพ” ตามได้ชัดแล้ว
ก็พาไปสู่จุดสรุปรวมที่ใช้ตัดสินได้ว่า
“เรากำลังใช้อารมณ์หรือว่าเหตุผลในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์หนึ่งๆ”
คำของคุณ ksimplify ที่กระทบใจผม
(ซึ่งอาจกระทบหรือไม่กระทบใจคนอื่นในแบบเดียวกัน)
“อารมณ์” เป็นสิ่งที่ขึ้นๆลงๆ โยกไปโยนมาไม่แน่นอน
ทำนองเดียวกับลมแล้งและแสงแดด
ยังไปหาแก่นสารอะไรเอาความแน่นอนกับมันไม่ได้
หมายความว่าถ้าเรากำลังใช้อารมณ์
ในภายหลังเราอาจเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความรู้สึก
หรือกระทั่งอยากเข้าไปแก้ไขเสียใหม่
สำหรับ “เหตุผล” จะเป็นสิ่งที่แน่นอนกว่านั้น
เพราะการตัดสินใจหรือการโต้ตอบ
จะยืนอยู่บนพื้นฐานที่หนักแน่น มีองค์ประกอบครบและชัด
หมายความว่าถ้าเราใช้เหตุผล
ถึงแม้จะอีกนานเพียงใด ก็ต้องเห็นว่ามันควรเป็นไปอย่างนั้น
ในเมื่อองค์ประกอบและกลไกของเหตุการณ์ทั้งหมด
มันฟ้องอยู่ว่าผลที่ควรเกิดขึ้นน่าจะเป็นอย่างไร
และโดยความเป็นมนุษย์
ไม่ว่าจะใช้อารมณ์อันหยาบหรือประณีต
เหตุผลที่อ่อนหรือที่ดีที่สุดก็ตาม
ในที่สุดมันจะรวมลงเป็น “ความรู้สึก”
ความรู้สึกสุดท้ายก่อนตัดสินใจของคนเรา
จะเป็นแนวโน้มว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากเรา
มันอยู่ตรงกลางระหว่างอารมณ์กับเหตุผล
หรือกล่าวได้ว่าอารมณ์และเหตุผลทำงานร่วมกัน
ได้เป็นความรู้สึกว่าอยากตัดสินใจ หรืออยากทำอะไรนั่นเอง
แม้คำตอบของคุณ ksimplify จะโดนใจผมที่สุด
แต่ก็ไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์
จำเป็นต้องอาศัยคำตอบของท่านอื่นๆที่เหลือ
มาช่วยให้เกิดความเข้าใจ
ซึ่งจาก ๑๐๒ คำตอบทั้งหมด
เราจะตัดสินได้ว่ากำลังใช้อารมณ์หรือเหตุผลจาก ๔ ข้อสรุปใหญ่ดังนี้
๑) การคำนึงถึงผลลัพธ์
คุณ Jetboat กล่าวไว้สั้นๆแต่ชัดเจนว่า
ก่อนทำอะไร ถ้าใช้เหตุผลก็คงค่อยๆคิด
ค่อยๆนึกแบบตรรกะขั้นบันไดเสียก่อนจะลงมือ
แต่ถ้าใช้อารมณ์นำหน้า
ในหัวคงนึกแค่ผลลัพธ์แล้วลงมือทำไปเลย
ส่วนคุณ maytha k กล่าวไว้น่าฟังในความเห็นถัดมาว่า
เมื่อไหร่ที่เราจะเอาแต่ผลลัพธ์ให้มันเกิดขึ้นอย่างใจ
พูดง่ายๆว่าจะเอาแต่ใจฉันล่ะ
แสดงว่าเรากำลังใช้อารมณ์เป็นตัวนำ
แต่ถ้าเรามองกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างมีที่มาที่ไป
แปลว่าเรากำลังใช้เหตุผลเป็นตัวนำอยู่
สรุปคือถ้าจะเอาผลลัพธ์แบบไม่ต้องตริตรอง
ว่าจะเอามาอย่างไรให้เหมาะสม
ก็เรียกว่าใช้อารมณ์ ไม่ใช่ใช้เหตุผล
ข้อนี้เรายังไม่พูดกันเรื่องผิดเรื่องถูกนะครับ
บางคนใช้อารมณ์ในการเอาชนะเพื่อปกป้องความยุติธรรม
ในขณะที่บางคนใช้เหตุผลในการเอาชนะเพื่อเอาเข้าตัวก็ได้
๒) การปล่อยให้อคติ ๔ ครอบงำ
คุณ Manoch P กล่าวไว้ในตอนต้นได้เข้าเป้า คือ
การทำอะไรโดยมีความรักนำหน้า
การทำอะไรโดยมีความชังนำหน้า
การทำอะไรโดยมีความโลภนำหน้า
การทำอะไรโดยมีความโกรธนำหน้า
การทำอะไรโดยมีความหลงนำหน้า
นับว่าเป็นการใช้อารมณ์ทั้งสิ้น
อันนี้ผมนำมาต่อได้ติดกับเรื่องของอคติ ๔
อคตินี่นะครับ แปลว่า ไม่ควรเดิน ไม่ควรไป ไม่ควรประพฤติ
ภาษาไทยหมายถึงความลำเอียง ความไม่เที่ยงธรรม ความไม่ยุติธรรม
พระพุทธเจ้าตรัสถึง “อคติ ๔” โดยฐานะอันไม่พึงถึง
หรือหนทางไปสู่ความประพฤติที่ผิด
กล่าวคือลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะเกลียด
ลำเอียงเพราะเขลาหรือโง่หลงงมงาย
และลำเอียงเพราะกลัวหรือเพราะเกรงใจ
ถ้ามีความลำเอียง ๔ ประการอยู่นี้แล้วตัดสินใจกระทำการ
ความวิบัติย่อมเข้ามาถึงตน หรือเข้าสู่สังคมโดยรวม
ยิ่งเห็นโลกนี้นานขึ้นเท่าไร ผมยิ่งเห็นความจริงนี้มากขึ้นเท่านั้น
สงครามล้างเผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะความเกลียดอันดำมืด
หาใช่ด้วยการมีเหตุผลอันสว่างหรือทำให้เกิดความกระจ่างชัด
๓) การมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นไปเพื่ออะไร
มีหลายท่านตอบไว้ตรงประเด็นนี้
แต่คุณ tortuga เรียบเรียงคำไว้ค่อนข้างครบในที่เดียว นั่นคือ
ถ้าคิดถึงจิตใจหรือประโยชน์ของคนอื่นก่อน
มักจะเป็นการคิดด้วยเหตุผล
แต่ถ้าทำเพื่อสนองกิเลสหรือประโยชน์ของตัวเองก่อน
มักจะเป็นการใช้อารมณ์
อันนี้ชวนให้คิดได้ครอบคลุมไปทุกเรื่องครับ
อย่างเช่นเวลาเกิดเรื่องให้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
คนเรามักใช้อารมณ์หรือศรัทธาเป็นตัวตัดสินก่อนว่าจะอยู่ข้างไหน
เสร็จแล้วจึงงัดเอาเหตุผลมาตามแต่จะนึกได้
เพื่อประกาศศักดาว่าตนถูก และเหยียบย่ำฝ่ายตรงข้ามว่าผิด
ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือการศาสนา ล้วนเข้าอีหรอบเดียวกันหมด
๔) อาการทางกายและทางใจ
หลายท่านกล่าวถึงประสบการณ์ทางกายเฉพาะตน
ซึ่งถ้าอ่านทั่วๆแล้วก็พลอยเกิดแง่มุมมองร่วมกันได้หลากหลาย
แต่คุณ kusuma ใช้คำได้เห็นภาพเป็นพิเศษ คือ
สังเกตที่ใจ การใช้อารมณ์นำหน้าเพื่อคิด พูด หรือทำอะไร
ใจจะมีอาการเหมือนดับเครื่องชน ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่รู้ที่มาที่ไปทั้งสิ้น
ว่ากำลังทำไปด้วยสาเหตุอะไรและมีจุดประสงค์เพื่ออะไร
รู้เพียงแต่ว่าใจมีแรงผลักดันให้พุ่งไปทำ และต้องทำให้ตามใจเท่านั้น
ส่วนการใช้เหตุผลนำ ใจจะมีอาการตรงกันข้าม
คือสามารถตอบคำถามกับตัวเองได้อย่างสมเหตุสมผล
เป็นอย่างที่คุณ kusuma ว่าจริงๆครับ
อาการดับเครื่องชน หรืออยากดับเครื่องชนนั้น
เป็นกันหมดตอนโลภจัด โกรธจัด หรือหลงผิดจัดๆ
และไม่ต้องการคำอธิบายใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าโวหารจะสวยหรูขนาดไหน
ส่วนอาการที่อธิบายตนเองได้นั้น เยือกเย็นพอจะรับฟัง
แม้ถ้อยคำที่เรียบง่ายที่สุด ตรงกับข้อเท็จจริงและความเหมาะสมที่สุด
นอกจากนั้น ๔ ข้อหลักที่ทุกท่านกล่าวมา
ผมขอเพิ่มเติมเข้าไปอีกข้อหนึ่ง
คือ ความเชื่อ หรือ ศรัทธา
คนเรามีความเชื่อที่ปราศจากเหตุผล
ตลอดจนความเชื่อที่ประกอบด้วยหลักฐานอยู่ในตัว
หากมีความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลอยู่ในตัวมาก
เราก็มีแนวโน้มที่จะทำอะไรตามอารมณ์เป็นส่วนใหญ่
แต่หากมีความเชื่อที่ประกอบพร้อมด้วยหลักฐานอยู่ในตัวมาก
เราก็มีแนวโน้มจะทำอะไรด้วยเหตุผลเป็นประจำ
มนุษย์ที่ยังต้องทำมาหากินครองเรือน
ควรใช้อารมณ์ได้อย่างมีเหตุผล
เหมือนเช่นที่ศิลปินต้องเรียนรู้
ที่จะให้ความแรงของอารมณ์เป็นตัวละเลงสี
นักดนตรีต้องเรียนรู้ที่จะให้ความฝันเป็นตัวสร้างคำร้องและทำนอง
ถ้าเหตุผลคือการทำงานศิลปะและการดนตรีให้เป็นเลิศ
ก็ต้องเข้าใจจะเล่นแร่แปรธาตุกับอารมณ์ทุกชนิดเป็นสินค้าใหม่ๆ
ส่วนมนุษย์ที่สละเรือนหวังความหลุดพ้นจากปวงทุกข์
ต้องมีเหตุผลแบบพระพุทธเจ้า หรือเยี่ยงเหล่าอริยบุคคลเป็นหลัก
ไม่ใช้ชีวิตตามอารมณ์ แม้กระทั่งอารมณ์หลงอยากยึดติดในกาย
ก็ต้องทิ้งให้หมดด้วยการพิจารณาตามจริงว่ากายนี้โสโครก
ไม่น่ารักน่าเอาเหมือนอย่างที่มนุษย์ผู้ยังครองเรือนหลงติดกัน
แต่ละคนมีเหตุผลต่างกัน เพราะเห็นต่างมุมมองกัน
ถ้าไม่ใช้อารมณ์นำหน้าเสียอย่างเดียว
ผลของความต่างกันก็คือ
ต่างฝ่ายต่างเป็นองค์ประกอบของสันติภาพ
ทว่าถ้าแต่ละคนมีเหตุผลแสนดี
แล้วใช้อารมณ์ตัดสินว่าฉันเลิศสุด คนอื่นด้อยกว่าหมด
ผลของความต่างกันก็คือ
ต่างฝ่ายต่างเป็นองค์ประกอบของสงคราม
อย่างที่เคยมีมา อย่างที่กำลังเป็นอยู่
และอย่างที่กำลังจะเป็นไปนั่นเองครับ
ดังตฤณ
กุมภาพันธ์ ๕๓


(5 โหวต, เฉลี่ย: 4.20) 





(2 โหวต, เฉลี่ย: 4.50) 

