Displaying posts tagged with: ยาฮู

“เหมยลี่” มาเยี่ยม Yahoo! รู้รอบ

Tags: , , , , , ,

คาดว่าหลายคนคงได้ดูหนัง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” กันแทบจะทุกคนแล้วนะครับ หนังจาก GTH เรื่องนี้โกยรายได้ไปกว่า 120 ล้านบาทแล้ว อาจจะด้วยความหล่อแบบ “ทะลุแป้ง” ของคุณลุง (พี่เคน) ความน่ารักของเหมยลี่ หรือสาว(ไม่อยาก)โสดแบบเหมยลี่มีเยอะเลยต้องดูกันหน่อย ล่าสุดทางทีมงาน Yahoo! รู้รอบเลยจับมือกับค่าย GTH ชวนคุณ “คริส หอวัง” ที่รับบทเป็นเหมยลี่ที่หลายๆ คนรัก มาร่วมแจมตั้งคำถามใน Yahoo! รู้รอบซะหน่อย คำถามจากเหมยลี่ของเราคราวนี้ก็ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนครับ คุณคริสถามมาว่า ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว สาวๆ มีแผนจะพาหรือชวนหนุ่มๆ ไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง?

และท้ายสุดต้องขอขอบคุณทางทีมงานที่น่ารักของ GTH ด้วยนะครับ ล่าสุดทาง GTH เปิดตัวเว็บไซต์ที่คุณสามารถติดตามข่าวสารของ GTH ได้ตลอดที่ http://www.gth.co.th/th หรือใครเป็นแฟนๆ Twitter ก็ follow ได้ที่ @gthchannel นะครับ

ปล. จะบอกว่าสำหรับแขกรับเชิญจาก GTH ไม่ได้มีแค่คุณคริส หอวังคนเดียวนะครับ ตอบคำถามของคุณคริสแล้วรอลุ้นกันต่อไปว่าคนต่อไปจะเป็นใคร! :D

คุณสฤณี Fringer.org เลือกคำตอบของคุณ pudalay7000 เป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว

Tags: , , , , , ,

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Yahoo! รู้รอบ

วันนี้ทางทีมงานดีใจมากครับที่เพื่อนๆ ให้การต้อนรับคำถามของคุณสฤณี blogger และนักเขียนด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองชื่อดังที่ fringer.org มากกว่าที่เราคาดไว้ ทั้งหมดมาถึง 30 คำตอบนะครับ และคุณสฤณีก็เลือกคำตอบของคุณ pudalay7000 เป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วครับ

คำถามเคยตั้งเอาไว้ว่า “ท่านคิดว่าประเทศไทยควรเปิดให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงหรือไม่ เพราะเหตุใด?”  และคำตอบของคุณ pudalay7000 ก็ตอบไว้น่าสนใจมากๆ เช่นเดียวกันลองคลิกเข้าไปอ่านกันดูนะครับ และคุณสฤณีให้เหตุผลในการเลือกคำตอบที่ดีที่สุดไว้ดังนี้ครับ

“เลือกคำตอบของคุณ pudalay7000 เป็นคำตอบทีุ่ดีที่สุดค่ะ เพราะอธิบายทั้งผลดีและเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการมีผลดีเหล่านั้น (คือถ้าไม่มีเงื่อนไขเหล่านั้น การเลือกตั้งนายกฯ โดยตรงอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี)”

ในนามของทีมงาน Yahoo! รู้รอบก็ขอขอบคุณคุณสฤณีมากๆ นะครับ และใครที่สนใจเรื่องราวทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม หรือจะติดตามผลงานหนังสือของคุณสฤณีก็เข้าไปที่ http://www.fringer.org ได้เลยครับ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…?

Tags: , , , , , ,

หลายต่อหลายครั้งที่นวัตกรรมหลายต่อหลายอย่างได้ถูกสร้างขึ้นในโลกเพราะดันมีมนุษย์ที่คิดซุกซนตั้งคำถามกับโลกนี้ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…”  ลองดูนะครับ

- จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…มนุษย์บินได้
- จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…มนุษย์สามารถสื่อสารกันได้ทุกที่ทุกเวลา
- จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ได้
- จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…ฉันไม่ได้ทักเธอในงานเลี้ยงคืนนั้น (แล้วสบตากัน)

คำถามแนวนี้สร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาหลายอย่างแล้วล่ะครับ ถ้าไม่มีคนคิดคำถามแบบนี้ เราก็อาจจะไม่มีเครื่องบินให้ใช้ ถ้าเราไม่ถามแบบนี้เราก็คงไม่ได้คุยโทรศัพท์ หรือใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อกันข้ามซีกโลก เหิรทะลุฟ้าไปเหยียบพระจันทร์ หรือแม้กระทั่งอาจจะไม่ได้เจอกับคนรักก็เป็นได้

สฤณี อาชวานันทกุล

วันนี้เรามีแขกรับเชิญมาอีกท่านแล้วครับ คราวนี้เราเชิญแขกที่ค่อนข้างตรงกับสถานการณ์หน่อย นั่นก็คือเรื่องการเมืองในบ้านเรา หลายคนอาจจะบอกว่าเบื่อเรื่องการเมือง แต่อย่างน้อยตอนนี้การเมืองบ้านเราก็ดูคลี่คลายมากขึ้นแล้วนะครับ คำถามเรื่องการเมืองในวันนี้จึงเป็นคำถามที่ไม่หนักมาก แต่ว่ามาจากแขกรับเชิญท่านเดิมเมื่อปีที่แล้ว นั่นก็คือ คุณสฤณี อาชวานันทกุล blogger และคอลัมนิสต์อิสระชื่อดังจาก Fringer.org

คำถามของคุณสฤณีวันนี้มีลักษณะคล้าย “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…?” เหมือนกันนะครับ นั่นก็คือ “ท่านคิดว่าประเทศไทยควรเปิดให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงหรือไม่ เพราะเหตุใด?” ขอเชิญตอบกันเลยนะครับ :)

คุณวินทร์ เลียววาริณปิดคำถามแล้วครับ

Tags: , , , , ,

 วินทร์ เลียววาริณ

วันนี้คุณ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนดับเบิลซีไรต์ ซึ่งเป็นแขกรับเชิญคนล่าสุดของเราที่ได้ตั้งคำถามไว้ในหมวดบันเทิงและดนตรีที่ว่า เราสมควรรื้อถอนโครงสร้างของละครไทยแบบเดิมๆ นี้หรือไม่ และเพราะอะไร? คุณวินทร์ได้บอกกับทีมงานว่าที่จริงแล้วอยากจะให้มาถกกันในเรื่องนี้มากกว่าที่จะมองหาคำตอบที่ดีที่สุดแบบทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา และนี่คือบทความที่คุณวินทร์ได้เขียนให้ชาว Yahoo! รู้รอบอ่านกันโดยเฉพาะครับ

- – - – - – - – - – -

หัวใจของการถกกันนี้มิใช่การหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด แต่อยู่ที่การแตกหน่อทางความคิดร่วมกันมากที่สุด เมื่อพิจารณาคำตอบของแต่ละท่าน ก็นับว่าเราบรรลุจุดหมายในระดับหนึ่ง นั่นคือมีความหลากหลายของความคิด มีหลายประโยคที่คมบาดสมองทีเดียว เช่น :
- ละครสร้างฝันเพื่อบำบัดทางจิตของคนในสังคม
-โครงสร้างไทยคือลิเก คือโขน คือความไม่สมจริง แต่สมฝัน
- สื่อสารมวลชนเป็นกระจกเงา บอกบุคลิกที่ดีที่สุดของแต่ละประเทศ
- ผู้ชมขัดขืน สื่อมวลชนขัดขืน ผู้สร้างขัดขืน
เป็นต้น

คำตอบโดยรวมน่าสนใจครับ คุณ Gwiddy วิเคราะห์ที่มาของละครไทยได้ดี เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์ของคุณน้ำที่อธิบายคุณลักษณ์ของคนไทย “เรายังไม่เชื่อมั่นว่าเรามีความสามารถจะเปลี่ยนแปลงหรือสรรค์สร้างอะไรได้ด้วยตัวเอง เรายังรอโชค รอฟ้าประทานพร หรือแม้แต่รอแย่งชิงประโยชน์ที่ไม่พึงมีพึงได้ ตามแบบความสำเร็จในชีวิตของตัวละครที่เราคุ้นเคย”

ประเด็นของคุณ Dictshir ก็น่าสนใจ นั่นคือ “เราชอบโทษแต่ผู้สร้าง ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหาสำคัญอีกอย่างก็คือคนดูนั่นเอง ที่ยังอุตส่าห์ตามดูได้ทุกเรื่องทุกเวอร์ชั่น”

เช่นกัน คุณ Bright eye Tomato ก็มีมุมมองน่ารับฟัง “ท่านเขียนหนังสือเพื่ออะไร เขียนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม หรือท่านเขียนเพื่อเยียวยาบาดแผลจากผู้คนที่อยู่อย่างไร้ความฝัน สิ้นหวัง นิยายน้ำเน่าแม้มันจะเป็นโครงสร้างเก่า มันเป็นเรื่องราวเดิมๆ เพียงเปลี่ยนฉากเปลี่ยนรูป ให้มันเหมาะสมัย แต่ความฝันและความหวังเหมือนเดิม เหมือนยาเสพย์ติดที่ทำให้ผู้คนลืมความโหดร้ายตัวจริงที่โบยตีอยู่ทุกวัน”

ในบรรดาคำตอบทั้งหมด ดูเหมือนคำตอบของคุณ Noi น่าจะครอบคลุมประเด็นได้กว้างกว่า เป็นการมองปัญหาแบบความเป็นจริง และเสนอการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ป้องกันเด็กๆ จากการรับสารความคิดที่ผิดๆ และการรับผิดชอบของทั้งคนสร้างและคนเสพ

สิ่งที่ผมอยากเสริมก็คือ คำว่า ‘รื้อถอน’ ในคำถามนี้ มิได้มีนัยของการทำลายโดยสิ้นซาก แต่เป็นการพัฒนาต่อไปไม่ให้ซ้ำรอยเดิมมากกว่า พูดง่ายๆ คือ เราจะเต้นฟุตเวิร์กอยู่กับที่ หรือว่าจะวิ่งออกไปจากจุดเดิม

หากเราเลือกที่จะวิ่งออกไปจากจุดเดิม ก็นำไปสู่อีกสองคำถามคือ
1 ทำไมต้องเปลี่ยนแปลง? มันสำคัญนักหรือ? ในเมื่อละครโทรทัศน์ก็เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกสำหรับคนทั่วไป จะเอาสาระอะไรกันนักหนา? และ 2  เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน?

สำหรับข้อแรก เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า สังคมคือการอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่ คุณค่าของสังคมก็คือความผาสุกของคนส่วนใหญ่, คุณภาพชีวิต และคุณภาพของมนุษย์ (ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้จะมาอยู่รวมกันทำไม) และสิ่งหนึ่งที่มีส่วนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือศิลปะที่ดี

เมื่อมองอย่างนี้ จะเห็นว่าเราสามารถใช้คุณภาพชีวิตและคุณภาพของมนุษย์เป็นมาตรวัดคุณค่าของศิลปะ ศิลปะที่ดีน่าจะมีส่วนช่วยทำให้มนุษย์มีคุณค่าขึ้น ไม่ทางจิตใจก็ทางความคิด และอะไรก็ตามที่ทำให้มนุษย์ลดค่าลงหรือโง่ลง ไม่ว่ามันจะดำรงอยู่ในสังคมมานานเท่าไร นอกจากจะไม่น่าจัดว่ามีคุณค่าแล้ว อาจจะไม่นับว่าเป็นศิลปะด้วยซ้ำ

ภาพยนตร์เป็นสายหนึ่งของศิลปะ หากเราดูสายธารของศิลปะทุกสายในประวัติศาสตร์โลก ศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่อยู่นิ่ง ไม่มีกรอบตายตัว ไม่มีกฎกติกาใดๆ และเนื่องจากมันไม่อยู่นิ่งนี่เอง จึงก่อเกิดสายธารศิลปะมากมายหลายแขนง ยกตัวอย่างเช่นในงานจิตรกรรม หากถือว่าการวาดภาพแบบเรียลิสติกเป็นแนวทางมาตรฐานหรือเอกลักษณ์ที่ต้องอนุรักษ์ดำรงไว้ โลกนี้ก็คงไม่มีทางกำเนิดศิลปะสายอื่นๆ เช่น แนวแอ็บสแตร็คท์ แนวเซอร์เรียลิสม์ แนวป๊อปอาร์ต ฯลฯ และศิลปินอย่าง แวนโก๊ะห์ ปิกัสโซ่ เซอราต์ ฯลฯ ก็ไม่มีทางได้เกิด เช่นกันด้วยความเชื่อที่ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยกรอบใดๆ โลกเราตอนนี้จึงมีตระกูลนิยายมากมายกว่าสมัยเชกสเปียรส์หลายร้อยเท่า และนี่เป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ?

ผมเชื่ออย่างโง่ๆ (และอาจจะไร้เดียงสา) ว่าเราสามารถนำพาสังคมของเราไปสู่ความสวยงามและมีคุณค่ากว่าเดิมได้ ผมมองไม่เห็นว่าทำไมเราต้องจำนนทนอยู่กับสิ่งเดิมๆ เพียงเพราะมันอยู่มานาน เราเลือกได้ และเมื่อเราถูกต้อนไปสู่มุมอับที่ดูเหมือนไม่มีทางเลือก เราก็สามารถปฏิเสธ ‘ทางเลือก’ ที่คนอื่นยื่นให้เราได้ เช่นเดียวกับที่เราปฏิเสธผงชูรส สารกันบูด สีฟอก ฯลฯ เพราะเรารู้ว่าในระยะยาวมันอาจทำให้เราเป็นมะเร็งได้

ปัญญาของคนเราเกิดมาจากการรับสารความคิดแบบหลากหลาย มีใครบ้างที่ร่างกายแข็งแรงจากการเสพข้าวขาหมูอย่างเดียวทุกมื้อทุกวัน? สมองของคนเราก็ต้องการสารอาหารทางปัญญาครบห้าหมู่ ไม่ว่าเราจะรับสารความคิดมาจากการศึกษา ประสบการณ์ หรือผ่านศิลปะ ยิ่งมีทางเลือกมาก ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักคิดมากขึ้น และท้ายที่สุดแล้วสังคมก็จะได้คนที่มีคุณภาพมากขึ้น และสังคมยิ่งมีคนมีคุณภาพมากขึ้นเท่าไร คุณภาพชีวิตของเราก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแต่เราจะเป็นคนฉลาดขึ้น เราจะมีความสุขขึ้น

สำหรับข้อที่สอง : เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน? นี่เป็นคำถามที่ท้าทายความคิด โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่า สภาพทางการตลาดทำให้เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่จริงหรือ?

มีส่วนจริงอยู่บ้างเช่นที่คุณ Manhaswi ว่าคือ “และหากเราให้ในสิ่งที่เป็นจริงซึ่งเขาเผชิญหน้าอยู่แล้วทุกวัน คุณคิดว่าเขาจะรู้สึกอินกับเรื่องไหมครับ หรือจะเบื่อว่าไม่อยากรับรู้มากกว่ากัน เพราะตัวฉันก็เหนื่อยกับชีวิตจริงอยู่แล้ว ทำไมต้องมารับรู้มาดูความจริง… ” แต่ข้อแย้งคือการเบื่อชีวิตจริงและความอยากหนีความจริงเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการเป็นคนละเรื่องกับการเดินย้อนรอยศิลปะแบบเดิม และความเห็นของบางท่านที่ว่า “อย่าลืมว่าชีวิตจริงของคนบางคนเน่าซะยิ่งกว่าละครอีก” ก็เป็นคนละเรื่องกับความจำเจของเนื้อหา เพราะในมุมมองของศิลปะ แก่นเรื่องเดิมๆ ก็สามารถนำเสนอได้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่างความบันเทิงมากมายในโลกที่สามารถสอดสาระเข้ากับความบันเทิงและยกระดับผู้เสพ ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า ถ้าเรารู้ว่าเราสามารถส่งเสียลูกให้เรียนจบปริญญาได้ เราจะยอมให้เขาจบแค่ชั้นอนุบาลหรือ?

ผมทำงานในวงการสร้างสรรค์มานานพอที่กล้ายืนยันได้ว่า ศิลปะไม่มีข้อจำกัดอย่างที่คนไม่น้อยชอบใช้เป็นข้ออ้าง ผมไม่เห็นด้วยว่าคนสร้างไม่มีปัญญาคิดเรื่องใหม่ๆ

สำหรับประเด็นที่ว่า แนวทางละครเปลี่ยนไม่ได้เพราะการตลาดหรือเรตติ้งบังคับนั้น เราอาจดูตัวอย่างจากที่ในสมัยหนึ่งทุกคนในประเทศไทยมีความพอใจอย่างยิ่งกับการดูหนังวิดีโอคาสเส็ตต์ จนเมื่อเทคโนโลยีวีซีดีเข้ามา วิดีโอคาสเส็ตต์ก็หายไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อดีวีดีเข้ามา วีซีดีก็ค่อยๆ หายไป ลองคิดดูเล่นๆ หากตีสามคืนนี้ผู้ผลิตละครโทรทัศน์ทุกรายถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปล้างสมอง และวันพรุ่งนี้หันมาผลิตแต่หนังคุณภาพระดับสารอาหารครบห้าหมู่ ประชาชนก็ย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับ และบางทีเมื่อพวกเขารู้รสของ ‘ดีวีดี’ ก็อาจไม่มีวันหวนกลับไปหา ‘วิดีโอคาสเส็ตต์’ อีก!

ทว่าเนื่องจากเราไม่มีมนุษย์ต่างดาวมาช่วยตัดสินใจแทนให้ เราก็ต้องเลือกเอาเอง จะเลือกที่จะเปลี่ยนมาก เปลี่ยนน้อย หรือไม่เปลี่ยนเลยก็อยู่ที่เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทางใด อย่างน้อยที่สุดในด้านคนสร้างสรรค์งาน ก็ควรมีความรับผิดชอบส่วนหนึ่งในการไม่ใส่สารเมลามีนทางความคิดแก่คนดู ในด้านคนเสพ ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรอง รู้จักปฏิเสธสารเมลามีนทางความคิดให้ลูกหลาน ไม่ว่าจะด้วยวิธีของคุณชราภาพทราบแล้วเปลี่ยนที่ว่า “รีโมตอยู่ในมืออยู่แล้วค่ะ” หรือวิธีของคุณ Kongkong Taitai Manla ที่ว่า “ผู้ชมขัดขืน”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างทุกจุดของสิ่งเดิมจะเป็นเรื่องแย่ที่ต้องรื้อถอน หากรู้จักเลือกองค์ประกอบเดิมที่ดีมาใช้ เราก็อาจนำพาละครไทยไปสู่ความบันเทิงแบบไทยๆ ที่มีคุณค่าได้เช่นกัน อย่างที่คุณ Bright eye Tomato เสนอว่า “เราควรจะมองจุดดีของความยืนยงของละครไทย แล้วดัดแปลงให้เหมาะกับยุคสมัย”

วินทร์ เลียววาริณ
ราตรีพระจันทร์ยิ้ม 2551

- – - – - – - – - – -

ในครั้งนี้ในฐานะทีมงานก็ขอขอบพระคุณคุณวินทร์ไว้ ณ ที่นี้อย่างสูงนะครับ และก็เช่นเคยว่า ผมอยากขอแนะนำให้เพื่อนๆ เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณวินทร์ เลียววาริณที่ http://www.WinBookClub.com ในเว็บไซต์นี้ผมเองก็เข้าไปอ่านอยู่ประจำ คุณวินทร์จะเข้าไปอัพเดทบทความตอนใหม่ๆ ที่ลงทั้งในหนังสือและนิตยสาร รวมถึงบทความที่เขียนให้ Yahoo! รู้รอบด้วยให้แฟนหนังสือได้อ่านฟรีใน “มุมแทะหนังสือฟรี” มีมุม “หนอนสนทนา” ที่คุณวินทร์จะตอบคำถามในเว็บบอร์ดด้วยตัวเองเป็นประจำ และที่ส่วนตัวผมชอบมากๆ ก็คือ “ห้องภาพหนอน” (ดูภาพสวยๆ ด้านล่างนี้ได้เลยครับ) นับว่าเป็นเว็บไซต์ที่แฟนๆ หนังสือของคุณวินทร์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ภาพจาก winbookclub.com

ภาพข้างบนนี้ใครที่มีหนังสือเรื่อง “รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง” ลองกลับไปอ่านแล้วมาดูอีกทีนะครับ จะอินมาก

มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี

Tags: , , ,

สวัสดีครับ

เมื่อวานทางสถาบันวิมุตตยาลัย ซึ่งก่อตั้งโดยท่าน ว.วชิรเมธี ได้เขียนมาบอกทีมงาน Yahoo! รู้รอบว่าตอนนี้ท่าน ว. มีหนังสือเล่มใหม่ออกมาแล้วนะครับ  หนังสือที่ว่านี้คือ “มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี” ในรายละเอียดที่ทีมงานส่งมาบอกว่าหนังสือเล่มนี้

จะรวบรวมข้อคิดเตือนใจ ๗ หัวข้อ แต่ละหัวข้อมีรายละเอียดให้ศึกษา ๗ ประเด็น รวมแล้วก็เลยเป็นเลขฐาน ๗ ที่ชวนให้นึกถึงเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก  แต่เชื่อหรือไม่ว่า ๗ x ๗ ที่ว่ามานี้ ล้วนเรียงร้อยในเรื่องใกล้ตัว แต่ชั่วเพียงได้อ่านก็สามารถกระตุกต่อมคิดไปได้ไกล ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้ายังมีจิตใฝ่ในความดี

มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี

ว.วชิรเมธี พุทธปรัชญาเมธีแห่งโลกปัจจุบัน คือ เจ้าของหลักคิดทั้ง ๔๙ ประการนี้ ซึ่งเคยกระจัดกระจายอยู่ในธรรมะโมบาย ผ่านคลื่นมือถือต่างๆ มาวันนี้ได้นำมารวบรวมไว้อยู่ในเล่มเดียวกัน สำหรับผู้สนใจใคร่รู้สามารถหยิบขึ้นมาอ่านได้ทุกเวลา

๗ สิ่งดี ๆ เสมือนหนึ่งเป็นของขวัญที่ควรมอบให้แก่ทุกชีวิตมนุษย์ที่เกิดมา ด้วยการเข้าใจที่มาแห่งความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความคิดดีๆ ปัญญาดี ความเป็นคนดี ปฏิสัมพันธ์ดี ทำงานดี มองโลกในแง่ดี และสุดท้ายไม่เว้นสิ่งใกล้ตัวสุด คือการมีครอบครัวดีนั่นเอง นิยามของสิ่งดีทั้งเจ็ด จาระไนออกมาเป็นข้อความสั้นยาวแตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันเห็นจะเป็นความนัยอันลึกซึ้ง แฝงมากับถ้อยคำเฉียบคมอยู่ในที

ตอนท้ายของเล่ม ยังแถมพกด้วย ๒๐ คำถามร่วมสมัยกับ ว.วชิรเมธี ที่อ่านแล้วจะรู้สึกแสบๆ คันๆ แต่ได้ปัญญาติดตัว ไม่กลัวทุกข์อีกต่อไป

อ่านๆ ดูแล้วช่วงนี้ก็ปลายปีมอบของขวัญทั้งที มอบสิ่งดีๆ ให้ชีวิตก็ไม่เลวนะครับ ทีมงานขอแนะนำหนังสือ “มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี (พร้อม CD ธรรมะบรรยาย  ๗  สิ่งมหัศจรรย์แห่งชีวิต)” ให้เพื่อนๆ ซื้อไปฝากเพื่อนฝูงนะครับ หนังสือจะวางจำหน่ายวันนี้ (28 พฤศจิกายน) เป็นวันแรกที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นและร้านบุ๊คสไมล์ทุกสาขาโดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำมาสมทบทุนสร้าง “สถาบันวิมุตตยาลัย : สถาบันการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกแบบครบวงจร (โครงการวัดป่าชานเมือง)

ในนามทีมงานและเพื่อนๆ ใน Yahoo! รู้รอบขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์ ว.วชิรเมธีที่ได้เคยกรุณามาร่วมเป็นแขกรับเชิญกับเราโดยการตั้งคำถามกับเรา ว่า ทำไมคอรัปชั่นจึงแพร่หลายในสังคมไทย จนเหมือนมันได้กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักอย่างหนึ่งของคนไทยไปแล้ว?