Displaying posts tagged with: เลียววาริณ

คุณวินทร์ เลียววาริณปิดคำถามแล้วครับ

Tags: , , , , ,

 วินทร์ เลียววาริณ

วันนี้คุณ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนดับเบิลซีไรต์ ซึ่งเป็นแขกรับเชิญคนล่าสุดของเราที่ได้ตั้งคำถามไว้ในหมวดบันเทิงและดนตรีที่ว่า เราสมควรรื้อถอนโครงสร้างของละครไทยแบบเดิมๆ นี้หรือไม่ และเพราะอะไร? คุณวินทร์ได้บอกกับทีมงานว่าที่จริงแล้วอยากจะให้มาถกกันในเรื่องนี้มากกว่าที่จะมองหาคำตอบที่ดีที่สุดแบบทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา และนี่คือบทความที่คุณวินทร์ได้เขียนให้ชาว Yahoo! รู้รอบอ่านกันโดยเฉพาะครับ

- – - – - – - – - – -

หัวใจของการถกกันนี้มิใช่การหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด แต่อยู่ที่การแตกหน่อทางความคิดร่วมกันมากที่สุด เมื่อพิจารณาคำตอบของแต่ละท่าน ก็นับว่าเราบรรลุจุดหมายในระดับหนึ่ง นั่นคือมีความหลากหลายของความคิด มีหลายประโยคที่คมบาดสมองทีเดียว เช่น :
- ละครสร้างฝันเพื่อบำบัดทางจิตของคนในสังคม
-โครงสร้างไทยคือลิเก คือโขน คือความไม่สมจริง แต่สมฝัน
- สื่อสารมวลชนเป็นกระจกเงา บอกบุคลิกที่ดีที่สุดของแต่ละประเทศ
- ผู้ชมขัดขืน สื่อมวลชนขัดขืน ผู้สร้างขัดขืน
เป็นต้น

คำตอบโดยรวมน่าสนใจครับ คุณ Gwiddy วิเคราะห์ที่มาของละครไทยได้ดี เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์ของคุณน้ำที่อธิบายคุณลักษณ์ของคนไทย “เรายังไม่เชื่อมั่นว่าเรามีความสามารถจะเปลี่ยนแปลงหรือสรรค์สร้างอะไรได้ด้วยตัวเอง เรายังรอโชค รอฟ้าประทานพร หรือแม้แต่รอแย่งชิงประโยชน์ที่ไม่พึงมีพึงได้ ตามแบบความสำเร็จในชีวิตของตัวละครที่เราคุ้นเคย”

ประเด็นของคุณ Dictshir ก็น่าสนใจ นั่นคือ “เราชอบโทษแต่ผู้สร้าง ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหาสำคัญอีกอย่างก็คือคนดูนั่นเอง ที่ยังอุตส่าห์ตามดูได้ทุกเรื่องทุกเวอร์ชั่น”

เช่นกัน คุณ Bright eye Tomato ก็มีมุมมองน่ารับฟัง “ท่านเขียนหนังสือเพื่ออะไร เขียนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม หรือท่านเขียนเพื่อเยียวยาบาดแผลจากผู้คนที่อยู่อย่างไร้ความฝัน สิ้นหวัง นิยายน้ำเน่าแม้มันจะเป็นโครงสร้างเก่า มันเป็นเรื่องราวเดิมๆ เพียงเปลี่ยนฉากเปลี่ยนรูป ให้มันเหมาะสมัย แต่ความฝันและความหวังเหมือนเดิม เหมือนยาเสพย์ติดที่ทำให้ผู้คนลืมความโหดร้ายตัวจริงที่โบยตีอยู่ทุกวัน”

ในบรรดาคำตอบทั้งหมด ดูเหมือนคำตอบของคุณ Noi น่าจะครอบคลุมประเด็นได้กว้างกว่า เป็นการมองปัญหาแบบความเป็นจริง และเสนอการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ป้องกันเด็กๆ จากการรับสารความคิดที่ผิดๆ และการรับผิดชอบของทั้งคนสร้างและคนเสพ

สิ่งที่ผมอยากเสริมก็คือ คำว่า ‘รื้อถอน’ ในคำถามนี้ มิได้มีนัยของการทำลายโดยสิ้นซาก แต่เป็นการพัฒนาต่อไปไม่ให้ซ้ำรอยเดิมมากกว่า พูดง่ายๆ คือ เราจะเต้นฟุตเวิร์กอยู่กับที่ หรือว่าจะวิ่งออกไปจากจุดเดิม

หากเราเลือกที่จะวิ่งออกไปจากจุดเดิม ก็นำไปสู่อีกสองคำถามคือ
1 ทำไมต้องเปลี่ยนแปลง? มันสำคัญนักหรือ? ในเมื่อละครโทรทัศน์ก็เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกสำหรับคนทั่วไป จะเอาสาระอะไรกันนักหนา? และ 2  เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน?

สำหรับข้อแรก เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า สังคมคือการอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่ คุณค่าของสังคมก็คือความผาสุกของคนส่วนใหญ่, คุณภาพชีวิต และคุณภาพของมนุษย์ (ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้จะมาอยู่รวมกันทำไม) และสิ่งหนึ่งที่มีส่วนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือศิลปะที่ดี

เมื่อมองอย่างนี้ จะเห็นว่าเราสามารถใช้คุณภาพชีวิตและคุณภาพของมนุษย์เป็นมาตรวัดคุณค่าของศิลปะ ศิลปะที่ดีน่าจะมีส่วนช่วยทำให้มนุษย์มีคุณค่าขึ้น ไม่ทางจิตใจก็ทางความคิด และอะไรก็ตามที่ทำให้มนุษย์ลดค่าลงหรือโง่ลง ไม่ว่ามันจะดำรงอยู่ในสังคมมานานเท่าไร นอกจากจะไม่น่าจัดว่ามีคุณค่าแล้ว อาจจะไม่นับว่าเป็นศิลปะด้วยซ้ำ

ภาพยนตร์เป็นสายหนึ่งของศิลปะ หากเราดูสายธารของศิลปะทุกสายในประวัติศาสตร์โลก ศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่อยู่นิ่ง ไม่มีกรอบตายตัว ไม่มีกฎกติกาใดๆ และเนื่องจากมันไม่อยู่นิ่งนี่เอง จึงก่อเกิดสายธารศิลปะมากมายหลายแขนง ยกตัวอย่างเช่นในงานจิตรกรรม หากถือว่าการวาดภาพแบบเรียลิสติกเป็นแนวทางมาตรฐานหรือเอกลักษณ์ที่ต้องอนุรักษ์ดำรงไว้ โลกนี้ก็คงไม่มีทางกำเนิดศิลปะสายอื่นๆ เช่น แนวแอ็บสแตร็คท์ แนวเซอร์เรียลิสม์ แนวป๊อปอาร์ต ฯลฯ และศิลปินอย่าง แวนโก๊ะห์ ปิกัสโซ่ เซอราต์ ฯลฯ ก็ไม่มีทางได้เกิด เช่นกันด้วยความเชื่อที่ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยกรอบใดๆ โลกเราตอนนี้จึงมีตระกูลนิยายมากมายกว่าสมัยเชกสเปียรส์หลายร้อยเท่า และนี่เป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ?

ผมเชื่ออย่างโง่ๆ (และอาจจะไร้เดียงสา) ว่าเราสามารถนำพาสังคมของเราไปสู่ความสวยงามและมีคุณค่ากว่าเดิมได้ ผมมองไม่เห็นว่าทำไมเราต้องจำนนทนอยู่กับสิ่งเดิมๆ เพียงเพราะมันอยู่มานาน เราเลือกได้ และเมื่อเราถูกต้อนไปสู่มุมอับที่ดูเหมือนไม่มีทางเลือก เราก็สามารถปฏิเสธ ‘ทางเลือก’ ที่คนอื่นยื่นให้เราได้ เช่นเดียวกับที่เราปฏิเสธผงชูรส สารกันบูด สีฟอก ฯลฯ เพราะเรารู้ว่าในระยะยาวมันอาจทำให้เราเป็นมะเร็งได้

ปัญญาของคนเราเกิดมาจากการรับสารความคิดแบบหลากหลาย มีใครบ้างที่ร่างกายแข็งแรงจากการเสพข้าวขาหมูอย่างเดียวทุกมื้อทุกวัน? สมองของคนเราก็ต้องการสารอาหารทางปัญญาครบห้าหมู่ ไม่ว่าเราจะรับสารความคิดมาจากการศึกษา ประสบการณ์ หรือผ่านศิลปะ ยิ่งมีทางเลือกมาก ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักคิดมากขึ้น และท้ายที่สุดแล้วสังคมก็จะได้คนที่มีคุณภาพมากขึ้น และสังคมยิ่งมีคนมีคุณภาพมากขึ้นเท่าไร คุณภาพชีวิตของเราก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแต่เราจะเป็นคนฉลาดขึ้น เราจะมีความสุขขึ้น

สำหรับข้อที่สอง : เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน? นี่เป็นคำถามที่ท้าทายความคิด โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่า สภาพทางการตลาดทำให้เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่จริงหรือ?

มีส่วนจริงอยู่บ้างเช่นที่คุณ Manhaswi ว่าคือ “และหากเราให้ในสิ่งที่เป็นจริงซึ่งเขาเผชิญหน้าอยู่แล้วทุกวัน คุณคิดว่าเขาจะรู้สึกอินกับเรื่องไหมครับ หรือจะเบื่อว่าไม่อยากรับรู้มากกว่ากัน เพราะตัวฉันก็เหนื่อยกับชีวิตจริงอยู่แล้ว ทำไมต้องมารับรู้มาดูความจริง… ” แต่ข้อแย้งคือการเบื่อชีวิตจริงและความอยากหนีความจริงเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการเป็นคนละเรื่องกับการเดินย้อนรอยศิลปะแบบเดิม และความเห็นของบางท่านที่ว่า “อย่าลืมว่าชีวิตจริงของคนบางคนเน่าซะยิ่งกว่าละครอีก” ก็เป็นคนละเรื่องกับความจำเจของเนื้อหา เพราะในมุมมองของศิลปะ แก่นเรื่องเดิมๆ ก็สามารถนำเสนอได้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่างความบันเทิงมากมายในโลกที่สามารถสอดสาระเข้ากับความบันเทิงและยกระดับผู้เสพ ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า ถ้าเรารู้ว่าเราสามารถส่งเสียลูกให้เรียนจบปริญญาได้ เราจะยอมให้เขาจบแค่ชั้นอนุบาลหรือ?

ผมทำงานในวงการสร้างสรรค์มานานพอที่กล้ายืนยันได้ว่า ศิลปะไม่มีข้อจำกัดอย่างที่คนไม่น้อยชอบใช้เป็นข้ออ้าง ผมไม่เห็นด้วยว่าคนสร้างไม่มีปัญญาคิดเรื่องใหม่ๆ

สำหรับประเด็นที่ว่า แนวทางละครเปลี่ยนไม่ได้เพราะการตลาดหรือเรตติ้งบังคับนั้น เราอาจดูตัวอย่างจากที่ในสมัยหนึ่งทุกคนในประเทศไทยมีความพอใจอย่างยิ่งกับการดูหนังวิดีโอคาสเส็ตต์ จนเมื่อเทคโนโลยีวีซีดีเข้ามา วิดีโอคาสเส็ตต์ก็หายไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อดีวีดีเข้ามา วีซีดีก็ค่อยๆ หายไป ลองคิดดูเล่นๆ หากตีสามคืนนี้ผู้ผลิตละครโทรทัศน์ทุกรายถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปล้างสมอง และวันพรุ่งนี้หันมาผลิตแต่หนังคุณภาพระดับสารอาหารครบห้าหมู่ ประชาชนก็ย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับ และบางทีเมื่อพวกเขารู้รสของ ‘ดีวีดี’ ก็อาจไม่มีวันหวนกลับไปหา ‘วิดีโอคาสเส็ตต์’ อีก!

ทว่าเนื่องจากเราไม่มีมนุษย์ต่างดาวมาช่วยตัดสินใจแทนให้ เราก็ต้องเลือกเอาเอง จะเลือกที่จะเปลี่ยนมาก เปลี่ยนน้อย หรือไม่เปลี่ยนเลยก็อยู่ที่เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทางใด อย่างน้อยที่สุดในด้านคนสร้างสรรค์งาน ก็ควรมีความรับผิดชอบส่วนหนึ่งในการไม่ใส่สารเมลามีนทางความคิดแก่คนดู ในด้านคนเสพ ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรอง รู้จักปฏิเสธสารเมลามีนทางความคิดให้ลูกหลาน ไม่ว่าจะด้วยวิธีของคุณชราภาพทราบแล้วเปลี่ยนที่ว่า “รีโมตอยู่ในมืออยู่แล้วค่ะ” หรือวิธีของคุณ Kongkong Taitai Manla ที่ว่า “ผู้ชมขัดขืน”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างทุกจุดของสิ่งเดิมจะเป็นเรื่องแย่ที่ต้องรื้อถอน หากรู้จักเลือกองค์ประกอบเดิมที่ดีมาใช้ เราก็อาจนำพาละครไทยไปสู่ความบันเทิงแบบไทยๆ ที่มีคุณค่าได้เช่นกัน อย่างที่คุณ Bright eye Tomato เสนอว่า “เราควรจะมองจุดดีของความยืนยงของละครไทย แล้วดัดแปลงให้เหมาะกับยุคสมัย”

วินทร์ เลียววาริณ
ราตรีพระจันทร์ยิ้ม 2551

- – - – - – - – - – -

ในครั้งนี้ในฐานะทีมงานก็ขอขอบพระคุณคุณวินทร์ไว้ ณ ที่นี้อย่างสูงนะครับ และก็เช่นเคยว่า ผมอยากขอแนะนำให้เพื่อนๆ เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณวินทร์ เลียววาริณที่ http://www.WinBookClub.com ในเว็บไซต์นี้ผมเองก็เข้าไปอ่านอยู่ประจำ คุณวินทร์จะเข้าไปอัพเดทบทความตอนใหม่ๆ ที่ลงทั้งในหนังสือและนิตยสาร รวมถึงบทความที่เขียนให้ Yahoo! รู้รอบด้วยให้แฟนหนังสือได้อ่านฟรีใน “มุมแทะหนังสือฟรี” มีมุม “หนอนสนทนา” ที่คุณวินทร์จะตอบคำถามในเว็บบอร์ดด้วยตัวเองเป็นประจำ และที่ส่วนตัวผมชอบมากๆ ก็คือ “ห้องภาพหนอน” (ดูภาพสวยๆ ด้านล่างนี้ได้เลยครับ) นับว่าเป็นเว็บไซต์ที่แฟนๆ หนังสือของคุณวินทร์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ภาพจาก winbookclub.com

ภาพข้างบนนี้ใครที่มีหนังสือเรื่อง “รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง” ลองกลับไปอ่านแล้วมาดูอีกทีนะครับ จะอินมาก

สัมภาษณ์คุณวินทร์ เลียววาริณ เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Yahoo! รู้รอบ

Tags: ,

 

win-portarit-31.jpg

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเราพักระบบไปสองครั้งทำเอาหลายคนหายหน้าหายตากันไปเยอะเลย ขอโทษทีครับ ตอนนี้เรากลับมาแล้วครับ ไม่ได้กลับมามือเปล่าด้วยนะ ระหว่างที่พักไปก็ดอดไปสัมภาษณ์แขกรับเชิญคนล่าสุดของเรามาสั้นๆ คนๆ นี้คือคุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนสองรางวัลซีไรต์ ซึ่งให้เกียรติเรามาตั้งคำถามที่ Yahoo! รู้รอบ

หลายคนคงรู้จักคุณวินทร์ในฐานะของนักเขียนชื่อดังอยู่แล้ว คุณว่าคุณวินทร์คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง? เพราะถ้าจะว่าไปคุณวินทร์ก็มีผลงานประดับวงการหนังสือมากมาย ได้รับรางวัลใหญ่ๆ มาเยอะ ผมว่านักเขียนรุ่นใหญ่ท่านนี้ตอบได้น่าสนใจครับ นั่นคือ

“มันก็ขึ้นอยู่กับว่านิยามความสำเร็จว่าอย่างไร หากหมายถึงการทำงานที่มีคนยอมรับในระดับหนึ่ง ก็ถือว่าสำเร็จ แต่การเขียนหนังสือเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องทั้งชีวิต หากเป็นเส้นกราฟ ก็มีทั้งขึ้นและลง สนุกและไม่สนุก ความสำเร็จจึงเป็นความรู้สึกทางใจที่เกิดขึ้นขณะทำงานแต่ละชิ้นมากกว่า และเมื่อมองแบบนี้ ผมก็ว่าโดยรวมผมได้ทำงานที่ตัวเองรักและมีความสุข ซึ่งอยู่เหนือความสำเร็จแบบมีรางวัลประทับมากมายครับ”

เมื่อชีวิตคนเรามีขึ้นมีลงสิ่งที่เราควรจะรู้ไว้ก็คือชีวิตเราเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะมีไว้ประดับตัวก็คือความรู้ ทางทีมงานเลยแปรประเด็น แล้วยิงคำถามไปเกี่ยวกับ Yahoo! รู้รอบเพิ่มไปว่าคุณวินทร์คิดอย่างไรกับเรา…

มีคนบอกว่า “จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ คือการรู้จักตั้งคำถามให้เป็น” คุณมีคำแนะนำอะไรสำหรับการเริ่มต้นเรียนรู้ให้กับชุมชนใน Yahoo! รู้รอบบ้างไหม?

“เห็นด้วยครับว่าการรู้จักตั้งคำถามคือการเรียนรู้ แต่นอกเหนือจากการรู้จักตั้งคำถามแล้ว การเรียนรู้ยังมาจากการรู้จักเลือกรับสาร รู้จักกลั่นกรองข้อมูล รู้จักอ่านระหว่างบรรทัด รู้จักแย้งอย่างสร้างสรรค์ รู้จักคิดต่อและพัฒนาความคิดไปอีกขั้น เป็นต้น หากรู้จักทำอย่างนี้แล้ว จะพบว่าเราสามารถใช้ประโยชน์จากทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้มีปัญญาและวุฒิภาวะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” คุณวินทร์ตอบแบบกระชับแต่ได้ใจความกระจ่าง

ถ้าจะว่าไป Yahoo! รู้รอบก็เดินทางร่วมกับทุกคนมาจนเกือบสิ้นปี 2551 แล้ว เราร่วมกันสร้างสังคมแห่งความรู้ด้วยกันที่นี่อย่างเข้มแข็งด้วยการแชร์ในสิ่งที่เรารู้ แม้อะไรที่เราไม่รู้เราก็ช่วยกันหามาตอบจนมันกลายเป็นชุมชนของคำถามและคำตอบที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่ง

พวกเราขอเอาคำแนะนำของคุณวินทร์มาใช้ที่นี่ก็แล้วกันนะครับว่า หากเรารู้จักตั้งคำถามมันก็คือการเรียนรู้ รวมทั้งการพินิจพิเคราะห์ต่อยอดทางความคิด อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น นั่นจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเพื่อนๆ เองที่เข้ามาแชร์ความรู้ที่นี่ และจะเป็นประโยชน์กับคนไทยทุกคนที่ผ่านเข้ามา

มาร่วมกันแชร์ความรู้ในรูปแบบคำถามและคำตอบกับเรานะครับ คุณช่วยได้!

ขอเชิญร่วมตอบคำถามของคุณวินทร์ได้ที่นี่ครับ เราสมควรรื้อถอนโครงสร้างของละครไทยแบบเดิมๆ นี้หรือไม่ และเพราะอะไร?

สำหรับแฟนหนังสือคุณวินทร์ ทางทีมงานขอแนะนำให้ไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณวินทร์นะครับ คุณวินทร์อัพเดทบ่อยมากๆ ที่ http://www.winbookclub.com